Saturday, August 19, 2017

เด็กๆ เรียนรู้ด้วยวิธีไหนกันนะ
โดยธรรมชาติเด็กๆมีความเป็น “นักเรียนรู้” ทุกคน  พวกเขาอยากรู้อยากเห็น สนอกสนใจ และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ เกี่ยวกับ สิ่งใหม่ๆ ทางที่ดีที่สุดในการที่จะสอนพวกเขาคือ การกระตุ้นให้เขาได้เล่น และเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
เด็กๆเรียนรู้ผ่านการเล่นในวัยนี้ การเล่น คือ สิ่งที่เด็กๆ ทำได้ดีที่สุด และสนุกที่สุด มันเป็นงานสำหรับเขาเลยล่ะ ประสบการณ์การ เรียนรู้ที่ได้จากการเล่น

เอื้อให้เด็กๆ ได้พัฒนาไปตามวัย อย่างเต็มศักยภาพ ฉะนั้นเราจัดการสอดแทรกความสนุก สนานไปในทุกๆ อย่างที่เราสอนเค้าในชีวิตประจำวัน เมื่อการเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก พวกเขาก็จะขวนขวายหาความรู้ กลายเป็นคนใฝ่รู้ และนั่นแหละ ที่เราอยากให้เด็กๆ ทุกคนเป็น เด็กๆเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เด็กๆเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน จากการเลียน แบบบุคคล หรือการกระทำที่พวกเขาเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กระบวนการเรียนรู้ของเด็กเกิดขึ้นได้ดีกว่า หากพวกเขา ได้มีส่วนร่วมในประสบการณ์การเรียนรู้นั้นอย่างเช่น การทดลองวิทยาศาสตร์ , การสร้างงานโครงสร้างง่ายๆ เช่น การต่อเลโก้ , งานศิลปะ , การเล่นละคร , การเล่นสมมุติ และการออกไปนอกสถานที่ อย่างการเที่ยวทุ่ง เที่ยวทะเล ภูเขา

HOW DO CHILDREN LEARN?
Children are natural learners – they are curious, interested, and enthusiastic about learning new things. The best way to teach children is to build on play and their natural learning styles.
CHILDREN LEARN THROUGH PLAY. Play is what children do best and enjoy the most. For children, play is their work. Play fosters total development and should be integrated into everything that children do.

CHILDREN LEARN BY DOING. Children learn through active involvement with concrete objects. They need many firsthand experiences with real things, such as science experiments, constructions, art projects, dramatic play, and field trips.
I HEAR AND I FORGET
I SEE AND I REMEMBER
I DO AND I UNDERSTAND


HOW CAN MUSIC BENEFIT MY CHILD ?

              

HOW CAN MUSIC BENEFIT MY CHILD ?

           

เด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียนได้รับประโยชน์มากมายจากการฟังดนตรี มันสนุกและสนับสนุนทักษะด้าน การเคลื่อนไหว ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็กๆ ดร. Rosalie Pratte ผู้เชี่ยวชาญด้าน Music Medicine ( ดนตรีบำบัด ) แห่งหาวิทยาลัย  Brigham Young กล่าวไว้ว่า “ เด็กๆ เรียนรู้ที่จะเคลื่อนไหวตลอดเวลา “หากคุณเห็นพวกเขาเล่น พวกเขาไม่ได้กำลังพูด พวกเขากำลังเคลื่อนไหว”
 
ดนตรีสามารถ ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้ในสิ่งต่างๆเหล่านี้
•    ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะในการฟัง และการรับรู้ของโสตประสาทเกี่ยวกับการได้ยินAuditory Awareness
•    ดนตรีช่วยให้เด็กรู้ศัพท์ใหม่ๆ วลีใหม่ๆ และเอื้อให้เกิดพัฒนาการทางภาษา
•    การเคลื่อนไหวไปกับดนตรีเอื้อให้เด็กๆได้พัฒนาเล็ก ทักษะในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ และกล้ามเนื้อมัดได้อย่างครบถ้วน
•    การเคลื่อนไหวอย่างอิสระตอบสนองกับดนตรีส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งช่วยปลดปล่อยความรู้สึกและความขัดข้องใจต่างๆได้
•    ดนตรีสามารถสอนพื้นฐานของเรื่องต่างๆรอบตัวที่เด็กต้องเรียนรู้ เช่น สี ตัวเลข ตัวอักษร เสียงของ   สัตว์ เป็นต้น
•    ดนตรีสามารถให้โอกาสเด็กๆได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม และการอยู่ร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม การรอคอย และการแบ่งปัน ( เครื่องดนตรี )
•    ดนตรีสามารถให้เขาสงบ ผ่อนคลาย และรู้สึกสบาย
 ดนตรีช่วยเพิ่มความสนุกสนาน และเพลิดเพลินใจ ทำให้เด็กๆร่าเริง สดใสพร้อมกับการเรียนรู้
Toddlers  and preschoolers have lots to gain from listening to music. It’s fun, for one thing, and it also encourages movement, which is important for young children who are perfecting their motor skills. “Kids learn through movement,” says Dr. Rosalie Pratt, a professor of music medicine at Brigham Young University. “When you see them at play, they’re not talking, they’re moving. This is how they pick things up.”

Music can contribute to children’s learning in the following ways Music develops listening skills and auditory awareness Music contributes to speech and language development Music involves both large motor skills and small motor skills Music encourages creative expressions and offers a release for feelings and frustrations Music can teach basic concepts, such as colors, numbers, alphabets, animal sounds etc.
•    Music can give children opportunities for social interaction and cooperation.
•    Music can be used to guide, calm, and comfort children
•    Music adding joy and pleasure




 


ศิลปะสำคัญย้งไงนะ ทำไมเด็กๆถึงต้องเรียนศิลปะ?

                   

WHY ART IS IMPORTANT?

                

คงไม่มีสิ่งใดรวบรวมเอาการส่งเสริมพัฒนาการ และกระตุ้นเด็กๆ ได้ดีไปกว่า
งานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นการวาดรูปด้วยนิ้ว ติดใบไม้ และดอกไม้ลงบนกระดาษ
การปั้นสิ่งต่างๆด้วยแป้งโดว์ การเขียนรูปลงบนทางเดินด้วยชอล์กแท่งใหญ่ๆ
ทุกวิธีของการทำงานศิลปะจะช่วยให้เด็กๆ ได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ,
ทักษะทางสังคม , ร่างกาย , อารมณ์ และสติปัญญา นอกจากนั้น
ประสบการณ์จากการทำศิลปะอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้
เรื่องราวพัฒนาทักษะหลายด้านด้วยกัน :
    - พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก เพื่อให้พร้อมต่อการเขียนหนังสือในอนาคต    
    - การประสานสัมพันธ์ระหว่างประสาทสั่งงานกับอวัยวะในส่วนของตาและมือ    
    - เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ สี ขนาด รูปทรง รูปแบบพื้นผิว พํฒนาทักษะทางด้านภาษา   
    - เข้าใจในเรื่องประสาทสัมผัสทั้ง 5 และสามารถใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสำรวจและการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบตัว     
    - ให้ิอิสระทางความคิด และสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง
    - เรียนรู้ที่จะแก้ปํญหา และกล้าที่จะตัดสินใจ
    - เรียนรู้ที่จะวางแผน และมีความเพียรพยายาม เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ    
    - เกิดความเพลิดเพลิน ความพึงพอใจ และความภาคภูมิใจ
    - ความสุนทรีย์ที่ได้รับทำให้เด็กๆรักและรู้สึกภาคภูมิใจในผลงานที่เขาลงมือทำ รวมทั้งผลงานของผู้อื่นด้วย    
    - สร้างประสบการณ์ตรงให้กับเด็กๆ




Probably nothing integrates all areas of developments and stimulates children as much as Art does. From finger painting to gluing leaves and flowers on paper, from making objects with clay to drawing with chalk on the sidewalks, art helps children grow creatively, socially, physically, emotionally and intellectually. Through art experiences, children also develop:
•    Small motor control (Fine Motor Skills)
•    Eye-hand coordination
•    Concepts about colors, size, shapes, form, texture
•    Language skills
•    Sensory perception
•    Independence & confidence
•    Cooperation & sharing
•    Problem solving & decision making
•    Planning & persistence
•    Pleasure & satisfaction
•    Aesthetics – the love of beauty in their own work and the work of others Self-expression

 


HOW CAN COOKING BE A LEARNING EXPERIENCE ?

                   

HOW CAN COOKING BE A LEARNING EXPERIENCE ?

                  

การทำอาหารนั้น เป็นมากกว่าการทำอะไรบางอย่างที่อร่อย น่ากิน มันเป็นหนึ่งในหนทางที่ยอดเยี่ยม ในการทำให้เกิดประสบการณ์การเรียนรู้ เพราะในการทำอาหารนั้น เด็กๆจะกระตือรือร้นเมื่อรู้ว่าจะได้ทำอาหาร รู้สึกว่าจะได้ใช้ฝีมือ ได้อิสระจาการลงมือทำในสิ่งที่ทุกคนมองว่าเป็นงานของผู้ใหญ่ด้วยตัวเอง รู้สึกภูมิใจ และค้นพบว่า “ เราทำได้จริงๆ ด้วย !“ นอกจากนั้นเด็กๆยังได้เรียนรู้ทักษะต่างมากมาย ผ่านประสบการณ์ในการลงมือทำอาหาร ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อพวกเขา อย่างเช่น

ภาษา – การหัดทำตามคำสั่งครู รวมถึงการทำตามตำราการทำอาหารอย่างง่าย , พัฒนาการสื่อสาร ความพร้อมทางการอ่าน – หัดอ่านสัญลักษณ์ ,การเรียงลำดับขั้นตอน วิทยาศาสตร์ – การเปลี่ยนแปลงทางเคมี ,การแก้ปัญหา , พืชและผลิตผลจากสัตว์ สารอาหาร – ทำความรู้จักกับสารอาหารที่ดี และมีประโยชน์
การเรียนรู้เรื่องของสังคม – รู้จักอาหารหลากหลาย จากประเทศต่างๆได้ลองทำ ลองชิม และเชื่อมโยงอาหารกับผู้คนหลายชาติ ภาษาในสังคมปัจจุบัน
พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก – การเท การคน การผสม การหั่น การตัด การปั้น การนวด สุขภาพ – ความสะอาด และสุขอนามัย ,ความปลอดภัยในการใช้อุปกรณ์ สังคม – การประสานสัมพันธ์ , การรอคอย การผลัดกันทำ การรอคิวของตน , การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม อารมณ์ – ความเชื่อมั่นในตนเอง , ความสำเร็จ

Cooking is more than making something good to eat; it is an ideal way to learn because it involves all five senses. Children are enthusiastic about cooking and feel a real sense of accomplishment and independence from it. These are few skills that children can develop by relating food experiences to other area of curriculum:

Math – measuring, counting, fractions
Language – Following oral directions, vocabulary, communicating Reading readiness  - decoding symbols, sequential orders Science – chemical changes, problem solving, plant and animal products Nutrition – increase awareness of good nutrition
Social studies – Food from different countries
Fine Motor Skills – pouring, stirring, and mixing build small muscles Health – cleanliness, safety in using equipments
Social – cooperation, taking turns, group projects
Emotional – self confident, success





ลูกเล็กเกินไปไหมที่จะเรียนวิทยาศาสตร์?

                   

SCIENCE, IS IT AN APPROPRIATE SUBJECT FOR YOUNG CHILDREN?

               

เมื่่อเอ่ยถึง “ วิทยาศาสตร์ “ คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักนึกถึง เรื่องซับซ้อน
การทดลอง หลอดทดลองที่ดูน่ากลัว หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม ยากที่จะเข้าใจ
จริงๆ แล้ววิทยาศาสตร์ คือความเป็นจริงและประสบการณ์ที่ เราพบเจออยู่ทุก
วัน วิทยาศาสตร์คือลมที่พัดไปมา คือ ฝ้าที่เกาะอยู่บนกระจกหน้าต่าง
วิทยาศาสตร์ คือใบไม้ที่ร่วงลงมาเพราะแรงดึงดูดของโลก คือลูกสุนัขตัวใหม่
ของเด็กๆ วิทยาศาสตร์คือฟันน้ำนมที่ขึ้นอยู่ในปาก คือแม่เหล็กที่ดูดตะปูได้
วิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่ความรู้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งหมดอยู่ใน
สิ่งแวดล้อมในโลกของเรา รอบตัวของเรา วิทยาศาสตร์คือขั้นตอน คือหน
ทางที่เด็กๆจะค้นหาเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับโลก หัดสังเกต หัดตั้งคำถาม
ถามคำถาม คาดเดาคำตอบ และเรียนรู้วิธีที่จะแก้ปํญหา หรือตอบคำถาม
ของตนเอง ผ่านการทำการทดลองอย่างง่ายๆ และเหนือสิ่งอื่นใด วิทยา
ศาสตร์คือเรื่ิองราวธรรมดาในชีวิต แต่เป็นสัมผัสของความมหัศจรรย์ และ
สิ่งที่แสนจะน่าตื่นเต้นสำหรับเด็กๆ

When SCIENCE is mentioned, many parents think of complicated experiments, test tubes, and abstract facts. Actually, SCIENCE is the real world and everyday experiences: SCIENCE is the wind blowing, and the window fogging; SCIENCE is leaves falling and Ajay’s new puppies, SCIENCE is baby teeth coming out and magnetic sticks. SCIENCE is not only knowledge but all the living and non living things in our environment. SCIENCE is also a process – a way the children find out about the world, asking questions, and learning how to solve problems. Above all, SCIENCE is a sense of wonder and excitement for children.





 

Category: บทความ

Adword code

This is the Popup Module feature. Assign any module to the popup module position, and ensure that the Popup Feature is enabled in the Gantry Administrator.

You can configure its height and width from the Gantry Administrator.

More Information